บทที่ 25
ภาพที่เห็นเบื้องหน้า นำความปิติมาสู่ใจของคนทั้งหกซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นยิ่ง ยากนักที่ใครจะได้ชมบารมีของผู้ทรงคุณต่อแผ่นดิน ยามที่กาลเวลาล่วงผ่านมาเกือบ 800 ปีเช่นนี้ ทุกคนได้แต่ตะลึงลาน แม้ว่าจะได้เคยเห็นภาพนิมิตบางอย่างขณะทำสมาธิมาบ้าง แต่มันก็มิใช่การเห็นด้วยสองตาเนื้อสดๆ เช่นที่กำลังเห็นอยู่นี้…
สาวิตรเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาทรุดกายลงนั่งคุกเข่ากับพื้น ทุกคนจึงนั่งลงบ้าง แล้วพนมมือกันอย่างพร้อมเพรียง เสียงพระองค์ท่านทรงตั้งจิตอธิษฐานยามนั้นก้องกังวานจนทุกคนต่างได้ยินชัดเจน..
“ขอฟ้าดินจงเป็นสักขี กาลบัดนี้ ชาวเผ่าไทมีความทุกข์ยากยิ่ง ด้วยต้องดำรงอยู่เสมือนหนึ่งเป็นทาสชนเผ่าขอม ตัวข้า พ่อขุนผาเมืองแลพี่น้องทั้งมวล มีความปรารถนาที่จะดับความทุกข์ยากนี้เสียให้สิ้น เราจักจับอาวุธขึ้นสู้ เพื่อยุติการกดขี่ข่มเหงโดยผู้อื่นนี้ให้จงได้ ด้วยเป็นทางเดียวที่เหล่าข้าจักสามารถกระทำ มิมีหนทางอื่นใดอีก หากแม้นเหล่าข้าจักสามารถกระทำการศึก มีชัยชนะแด่ขอม แลสามารถสร้างแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น มิต้องเป็นทาสชนชาติอื่นใดอีกแล้วไซร้ ขอให้จำปาต้นนี้จงงอกงามแลออกดอกเป็นสีขาว หากแม้นมิเป็นดังคำอธิษฐานที่ข้ากล่าว ก็ขอให้จำปาต้นนี้ จงเหี่ยวเฉาร่วงโรย อย่าได้ยืนต้นขึ้นให้ได้ประจักษ์แก่ตาด้วยเทอญ”
สิ้นคำตรัส พระองค์ทรุดพระวรกายลงกับพื้น แล้วนำจำปาต้นน้อยลงปลูกในดิน ท่ามกลางเสียงสวดชยันโตของพระสงฆ์ พราหมณ์และผู้ร่วมพิธีรายรอบนั้น ก่อนที่ภาพและเสียงจะค่อยๆ เลือนหายไป กลับมาเป็นต้นจำปาต้นเดิมที่ยืนสูงตระหง่านต่อหน้าคนทั้งหกนั้น
