ศรีอินทราทิตย์

                    

              

               เรื่องราวของหนุ่มไทยในต่างแดนซึ่งแม้จะอพยพไปไกลถึงแดนจิงโจ้ ก็ยังไม่พ้นการติดตามของบุรุษลึกลับ เจ้าของพระนาม "พ่อขุนบางกลางหาว" หรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ในเวลาต่อมา พระองค์ขอให้เขากลับไปทำหน้าที่ในฐานะกุญแจสำคัญดอกหนึ่งของการปลดปล่อยไทยให้เป็นอิสระจากขอม เขาลังเล แต่ที่สุดก็ตัดสินใจกลับคืนอดีต ด้วยความรักความผูกพันที่มีต่อหญิงงามชาตินักรบคนหนึ่ง ที่เขาได้พบเพียงในฝันตลอดมา แต่ต่อจากนี้จะได้พบตัวจริงของเธอแล้ว....


            หากใครชอบนิยายรัก แฟนตาซีย้อนยุค แนวเดียวกับ "บุพเพสันนิวาส" ช่วยเป็นกำลังใจให้แอดมินที่เขียนเรื่องนี้โดยใช้นามปากกา "รัสษวดี" ด้วยนะคะ    

            หรือจะติดตามอ่านในเว็บนวนิยายข้างล่างนี้ก็ได้ค่ะ

Readawrite

https://www.readawrite.com/a/Z5hhl3-%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C?r=search_article


เด็กดี

https://writer.dek-d.com/Wassawadee/writer/view.php?id=2340119


                                                            รัสษวดี

**อ่านจากโพสต์ล่างขึ้นมาโพสต์บนนะคะ**

บทที่ 28 สืบความลับเมืองเชลียง



บทที่ 28

ท่านพ่อขุนผาเมืองยังคงตรัสต่อ

“ข้าคงต้องข้ามไปยุคของเจ้าแลเห็นด้วยตาตนเองกระมัง จึงจักเข้าใจได้ ช่างมันเถิด ขอถามสิ่งที่ข้าเป็นห่วงดีกว่า ชนเผ่าไทเรายังถูกรุกรานด้วยเผ่าอื่นอยู่เยี่ยงบัดนี้ฤาไม่” 

ชายหนุ่มค่อยๆ เรียบเรียงความคิดและความรู้ที่ได้หาอ่านมา ก่อนจะตอบว่า

“ตลอดเวลาจากยุคนี้ถึงยุคของข้า เผ่าไทของเราที่รวมกันเป็นแผ่นดินเดียว ถูกรุกรานด้วยกำลังจนเสียเมืองให้ต่างชนเผ่าอยู่สองครั้ง หากทุกครั้งก็มีเจ้าแผ่นดินผู้เสียสละมากอบกู้กลับคืนมาได้ แลเจ้าแผ่นดินบางพระองค์ก็ทรงต้องใช้สติแลปัญญามากมายป้องกันบ้านเมืองจากชนเผ่าตะวันตกผู้หมายครอบครองแผ่นดิน จนเอาตัวรอดสำเร็จ ในยุคที่ข้าจากมา การรุกรานก็ยังมีอยู่ หากมันซับซ้อนกว่าเดิมนัก”

“ชนเผ่าจากแดนไกลก็มารุกรานเรากระนั้นฤา แล้วสมัยของเจ้าที่ว่าซับซ้อนมันเป็นเยี่ยงไร”

“การรุกรานแต่เดิมมีเพียงกระทำด้วยกองทัพแลอาวุธ แต่สมัยของข้าลึกล้ำกว่านั้น มีทั้งโดยอาวุธ ที่ล้างผลาญชีวิตคนได้มหาศาล โดยการแทรกแซงนำความคิดความเชื่อเข้าไปทำให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินแตกแยกกัน เพราะผู้คนติดต่อกันได้ง่ายแลรวดเร็วมาก ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะผ่านทางแผ่นสี่เหลี่ยมวิเศษที่ข้าบอกแก่ท่านแล้ว แต่บ้านเมืองยุคข้านับว่าโชคดียิ่งนัก เราได้อยู่กันอย่างสงบ มิเคยถูกชนเผ่าแดนไกลรุกรานด้วยอาวุธแลกองทัพเลย”

บทที่ 27 พี่ช่วยเข็มไม่ได้จริงๆ



บทที่ 27

นับตั้งแต่พ่อมิ่งมาขอคุยตามลำพังกับแม่ปิ่น ผู้เป็นนาย นางแฟงก็รู้สึกแปลกใจอยู่ครามครัน เพราะแม่ปิ่นคนเดิมซึ่งอารมณ์ร้าย เอาแต่ใจตัวเองไม่รู้หายไปไหน กลายเป็นแม่ปิ่นคนใหม่ที่พูดจาหวานหูกับนาง แถมใจดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอีกด้วย วันนี้นายสาวแบกผ้าหอบใหญ่เอามาให้

“ข้าให้เจ้าหมดนี่ล่ะ นางแฟง งามไหม” ว่าพลางก็หยิบให้ดูทีละชิ้น นางแฟงมีหรือจะไม่ปลื้มปิติจนยิ้มแก้มเกือบแตก

“งามจริงเจ้าค่ะ” กล่าวอย่างดีใจยิ่งนัก

“ข้าเห็นผ้าของเจ้าเก่านัก เลยหามาให้ใหม่ ของเก่าของเจ้า เอามาเช็ดถูเรือนเสียเถิดนะ มิต้องนุ่งอีกดอก”

นางแฟงออกจะงวยงงอยู่บ้างในตอนแรก แต่ในที่สุดก็รู้สึกยินดี ที่นายสาวเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ทำให้นางแฟงที่แต่เดิมเก็บปากเก็บคำอยู่ตลอด กล้าที่จะพูดคุยตอบโต้กับปิ่น อย่างไม่หวาดเกรงจนหัวหดเช่นแต่ก่อน

และยิ่งวัน แม่ปิ่นก็ยิ่งดูงามเปล่งปลั่ง โดยเฉพาะเมื่อพ่อมิ่งแวะมานั่งใกล้ พูดคุยกับนาง ใบหน้าของนางจะสดใสเป็นสีชมพูเชียวละ ดูๆ นางจะงามเสียยิ่งกว่าแม่ปราง ผู้เป็นพี่สาวเสียอีก ทั้งที่คล้ายกันมากมายยิ่งนัก

พ่อมิ่งว่างเมื่อไร เห็นแวะมาพูดคุยกับแม่ปิ่นอยู่เรื่อย เห็นทีจะพอใจทั้งแม่ปรางและแม่ปิ่นเสียละกระมัง พี่กับน้องสงสัยคงได้ออกเรือนพร้อมกันละทีนี้ นางคิด

บทที่ 26 เกิดใหม่เป็นคนเก่า



บทที่ 26

สาวิตรตบไหล่เพื่อนผู้มาใหม่ แต่เป็นคู่หูที่รู้ใจในกาลก่อน ขอบคุณมากนะ คงกระพัน ถ้าไม่ได้คุณ เราคงหาไม่พบแน่”

“ผมดีใจครับที่มาแล้วเป็นประโยชน์กับทุกคน” คงกระพันว่า

“เออ ตอนหาแทบตายน่ะไม่เจอ พอหยุดหากลับเจอเสียนี่” ฤทธีพูดกลั้วหัวเราะ

“เขาถึงว่า แสวงหาแทบตายกลับไม่พบ หยุดแสวงหาถึงจะพบไงล่ะเอ็ง” เรืองชัยตอบ

สาวิตรหันไปพูดกับเตชินที่อาสาเป็นเพื่อนเดินทางข้ามมิติไปกับเขาด้วย

“เตชิน พร้อมเดินทางไหมครับ” สาวิตรถาม ผู้ถูกถามพยักหน้า

“พร้อมครับ”

บทที่ 25 พบแล้ว ประตูมิติ



บทที่ 25

ภาพที่เห็นเบื้องหน้า นำความปิติมาสู่ใจของคนทั้งหกซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นยิ่ง ยากนักที่ใครจะได้ชมบารมีของผู้ทรงคุณต่อแผ่นดิน ยามที่กาลเวลาล่วงผ่านมาเกือบ 800 ปีเช่นนี้ ทุกคนได้แต่ตะลึงลาน แม้ว่าจะได้เคยเห็นภาพนิมิตบางอย่างขณะทำสมาธิมาบ้าง แต่มันก็มิใช่การเห็นด้วยสองตาเนื้อสดๆ เช่นที่กำลังเห็นอยู่นี้…

สาวิตรเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาทรุดกายลงนั่งคุกเข่ากับพื้น ทุกคนจึงนั่งลงบ้าง แล้วพนมมือกันอย่างพร้อมเพรียง เสียงพระองค์ท่านทรงตั้งจิตอธิษฐานยามนั้นก้องกังวานจนทุกคนต่างได้ยินชัดเจน..

“ขอฟ้าดินจงเป็นสักขี กาลบัดนี้ ชาวเผ่าไทมีความทุกข์ยากยิ่ง ด้วยต้องดำรงอยู่เสมือนหนึ่งเป็นทาสชนเผ่าขอม ตัวข้า พ่อขุนผาเมืองแลพี่น้องทั้งมวล มีความปรารถนาที่จะดับความทุกข์ยากนี้เสียให้สิ้น เราจักจับอาวุธขึ้นสู้ เพื่อยุติการกดขี่ข่มเหงโดยผู้อื่นนี้ให้จงได้ ด้วยเป็นทางเดียวที่เหล่าข้าจักสามารถกระทำ มิมีหนทางอื่นใดอีก หากแม้นเหล่าข้าจักสามารถกระทำการศึก มีชัยชนะแด่ขอม แลสามารถสร้างแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น มิต้องเป็นทาสชนชาติอื่นใดอีกแล้วไซร้ ขอให้จำปาต้นนี้จงงอกงามแลออกดอกเป็นสีขาว หากแม้นมิเป็นดังคำอธิษฐานที่ข้ากล่าว ก็ขอให้จำปาต้นนี้ จงเหี่ยวเฉาร่วงโรย อย่าได้ยืนต้นขึ้นให้ได้ประจักษ์แก่ตาด้วยเทอญ”

สิ้นคำตรัส พระองค์ทรุดพระวรกายลงกับพื้น แล้วนำจำปาต้นน้อยลงปลูกในดิน ท่ามกลางเสียงสวดชยันโตของพระสงฆ์ พราหมณ์และผู้ร่วมพิธีรายรอบนั้น ก่อนที่ภาพและเสียงจะค่อยๆ เลือนหายไป กลับมาเป็นต้นจำปาต้นเดิมที่ยืนสูงตระหง่านต่อหน้าคนทั้งหกนั้น

บทที่ 24 คืนนครบางยาง


บทที่ 24

“เมืองบางยางเป็นชื่อสมัยโบราณครับ เท่าที่ผมเคยอ่านหนังสือมา เมืองบางยางตอนนี้เป็นอำเภอนครไทยในจังหวัดพิษณุโลก” สาวิตรกล่าวกับเตชิน บ่อยครั้ง เขานึกอยากไปเยือนดินแดนแห่งนี้ ไปชมบ่อเกลือในตำบลบ่อโพธิ์ ถิ่นที่เคยพำนัก เคยหาบน้ำมาต้มทำเกลือตามวิถีคนในท้องถิ่น เวลานี้ชายหนุ่มอ่านในเว็บไซต์พบว่า ชาวบ้านแถบนั้นยังคงดำรงชีวิตด้วยการค้าเกลือตามแบบบรรพบุรุษ ด้วยน้ำจากบ่อดั้งเดิมที่ถือกันว่าเป็นบ่อศักดิ์สิทธิ์ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานหนักหนาแล้ว

และที่สำคัญ…บ้านพ่อครูพัน ที่ซึ่งได้ใกล้ชิดพบรักกับปราง ที่แห่งความสุขคลุกเคล้าความทุกข์ แม้ว่ายามนี้ทุกสิ่งคงจะเลือนสลายไปตามกาลเวลา ไม่มีแม้แต่ซากให้ได้พบเห็นแล้วก็ตาม เพียงได้ไปเยือนจุดอันเคยเป็นที่ตั้งให้ได้รำลึกถึงความหลัง ก็คงเพียงพอแล้ว

“ผมว่า เราคงต้องคุยปรึกษากันนะครับ เราลงไปร้านกาแฟกันดีกว่า พวกเขาเพิ่งลงไปกันเมื่อกี้นี้เอง”

เตชินกล่าวชวนสาวิตรลงจากรถ แล้วเดินนำหน้าพาไปยังร้านกาแฟภายในปั๊มน้ำมันที่คณะมาจอดรถแวะพัก ศาสตราจารย์ ฤทธีและเรืองชัยยังคงนั่งอยู่ในร้าน พร้อมแก้วกาแฟตรงหน้า สาวิตรและเตชินเดินไปสั่งกาแฟที่ตนต้องการแล้วไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนทั้งสาม

“ตะกี้พอคุณวิตรตื่นขึ้น เราคุยกันว่า คงต้องไปที่อื่นก่อนสุโขทัยน่ะครับ” เตชินเริ่มเรื่องให้

ศาสตราจารย์วิรุฬห์มีสีหน้าฉงน “ก็เราเตรียมพร้อมไปสุโขทัยกันแล้ว จะต้องไปที่ไหนก่อนอีกหรือ” เขาถามขึ้น

บทที่ 23 เราต้องไปบางยางก่อน

บทที่ 23

วันเดินทางเพื่อการศึกษาเรื่องประตูมิติของศาสตราจารย์วิรุฬห์ใกล้มาถึง ระหว่างนี้ เขาก็จัดการนัดพบทีมงานทั้งสามคนกับสาวิตรบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเพื่อประชุมปรึกษาหารือกัน อีกส่วนนั้นเพื่อการสร้างความสนิทสนมระหว่างเตชิน ฤทธีและเรืองชัยกับสาวิตรให้มากขึ้น โดยเฉพาะบ้านของพี่สาวกับพี่เขยนั้นก็เปิดประตูต้อนรับเขาและทีมงานอยู่ตลอดเวลา ศาสตราจารย์วิรุฬห์จึงพาคณะแวะมาอยู่สม่ำเสมอ มีบางครั้งที่ชวนกันไปคุยนอกสถานที่พร้อมกับลิ้มลองอาหารรสชาติแปลกๆ ใหม่ๆ ร่วมกันอยู่บ้าง

จากความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้สาวิตรรู้ว่าเพื่อนซึ่งเป็นทั้งเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่าของเขาทั้งสามคนอยู่ในฐานะที่จะมาทำงานของศาสตราจารย์วิรุฬห์ได้โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างน้อยๆ ก็ในขณะนี้ เตชินนั้น บิดาและมารดาเสียชีวิตหมดแล้ว เขาและพี่น้องได้รับส่วนแบ่งมรดกเป็นที่ดินและตึกแถว บ้านเช่า แยกกันไปเรียบร้อย ก็ได้ค่าเช่านี้แหละ เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

ส่วนฤทธีและเรืองชัย เป็นหนุ่มเชื้อสายจีน ที่บ้านมีธุรกิจโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีพ่อแม่และพี่ๆ ดูแลอยู่ ทั้งสองคนขอเวลามาทำงานกับศาสตราจารย์วิรุฬห์สักพักหนึ่ง แล้วค่อยไปช่วยธุรกิจครอบครัว ซึ่งทางบ้านก็ไม่ขัดข้อง

ครอบครัวของเตชิน ฤทธีและเรืองชัย มีบ้านอยู่ใกล้กัน จึงรักใคร่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ต่างคนต่างเรียนคนละมหาวิทยาลัยแต่เลือกเรียนในวิชาเดียวกัน เตชินเป็นคนแรกที่ได้พบกับศาสตราจารย์วิรุฬห์ที่มาบรรยายพิเศษในมหาวิทยาลัย ช่วงแวะกลับมาเมืองไทย ก่อนจะกลายเป็นศิษย์อาจารย์ที่สนิทกันเหมือนญาติ แล้วนำพาฤทธีและเรืองชัยเข้ามาอยู่ร่วมขบวนการด้วย

เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน มิมีสิ่งใดยืนยงเที่ยงแท้ จากครูดาบและนักดาบฝีมือดีในกาลก่อน กลายมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ในกาลนี้…