บทที่ 7
สาวิตรนั่งลงในห้องพระ เหยียดขาออกตามสบาย เอนหลังพิงผนังห้อง หลับตาลงเบาๆ อย่างผ่อนคลาย ในที่สุดก็ดำดิ่งลงสู่ห้วงความฝันอันต่อเนื่องจากคืนก่อน..
ขามพามิ่งหนีออกจากหมู่บ้านมาไกลพอสมควรแล้ว ทั้งคู่วิ่งมาตามทางเดินผ่านป่าทึบซึ่งขามชำนาญเส้นทางเป็นอย่างดี ด้วยเดินทางผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ แสงแรกของยามเช้าเริ่มสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ลงมา ทำให้เห็นทางได้ชัดเจน มิ่งซึ่งเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปเจียดยาทั้งคืน ขอให้ขามหยุดพักสักครู่หนึ่ง เขาทรุดนั่งลงกับพื้นที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้ง เอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ และหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
“เอ็งเหนื่อยจักพักก่อนก็ได้ เราหนีมาไกลโขแล้ว แล้วมันก็คงไม่ได้ตามมาดอก เดี๋ยวข้าจักไปหาน้ำมาให้ ดูท่าเอ็งคงกระหาย” ขามดึงกระบอกไม้ไผ่ที่คล้องไหล่อยู่ให้กระชับขึ้น
“บัดเดี๋ยวก่อนก็ได้พี่ ข้ายังทนได้ พี่จักพาข้าไปหนใด” มิ่งเอ่ยขึ้น
“หมู่บ้านพ่อครูพัน ไปหาพี่สาวของข้า อยู่ที่นั่นพวกเราจักปลอดภัย เพราะลับหูลับตาพวกขอมพอควร พ่อครูท่านเชี่ยวชาญศาสตราวุธ เอ็งก็จักได้เรียนวิชาอาวุธทั้งปวง ยามนี้เรามิอาจอยู่โดยปราศจากเขี้ยวเล็บดอกนะ มิฉะนั้นจักไม่สามารถปกป้องตนเองจากไอ้พวกขอมใจโหดได้” ขามกล่าว
“ข้ามิเข้าใจ เหตุใด มันจึงต้องกระทำทารุณโหดเหี้ยมกับย่ากับน้องข้า ทั้งๆ พวกนางเป็นหญิง หาทางสู้ใดๆ มิได้ ย่าข้าก็ป่วยหนักหนาอยู่เช่นนั้น”
ขามทรุดกายลงนั่งข้างๆ มิ่ง มือจับขาผู้อ่อนวัยกว่าอย่างตั้งใจปลอบโยน
“ข้าเสียใจที่ช่วยย่ากับน้องเอ็งไม่ได้” เขาถอนหายใจ
“เหตุที่เป็นดังนั้น เพราะมันมาแก้แค้น ด้วยสืบรู้ว่าใครฆ่าคนของมัน มันมากันหลายสิบคน ไปที่บ้านปู่เอ็งก่อน พอมันไม่พบปู่เอ็ง ก็เลยฆ่าย่าฆ่าน้องเอ็งเสีย แล้วก็ไล่ฆ่าคนในหมู่บ้านของเรา ที่ตายไปก็มาก ที่สู้ได้เอาตัวรอดได้ก็หนีกระจัดกระจายกันไป ข้ารู้ว่าเอ็งมิอยู่ ก็เพราะพ่อหมอบอกกล่าว”
“แล้วพ่อหมอพ้นภัยฤาไม่”
ขามถอนหายใจอีกครั้ง สีหน้าสลด “พ่อหมอสิ้นชีพเสียแล้ว”
